แสงเหนือ คืออะไร
แสงเหนือ (Aurora Borealis) คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าในเขตละติจูดสูงทางซีกโลกเหนือ เช่น นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ แคนาดา และอลาสกา แสงนี้เกิดจาก อนุภาคมีประจุจากลมสุแล้วทำปฏิกิริยากับอะตอริยะ พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกบริเวณขั้วโลก
มหรือโมเลกุลของก๊าซ (เช่น ออกซิเจนและไนโตรเจน) ทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสีต่างๆ เช่น เขียว ชมพู ม่วง หรือแดง
ตอนที่ 1 : แสงเหนือเกิดจากอะไร
ตอนที่ 2 : ช่วงเวลาและสถานที่ดูแสงเหนือที่ดีที่สุดในโลก
ตอนที่ 3 : ความเชื่อและตำนานเกี่ยวกับแสงเหนือในวัฒนธรรมต่างๆ
ตอนที่ 4 : เทคนิคการถ่ายภาพแสงเหนือ
ตอนที่ 5 : สรุป
แสงเหนือ เกิดจากอะไร
- พายุสุริยะ (Solar Wind): ดวงอาทิตย์จะปล่อยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่าพายุสุริยะอนุภาคเหล่านี้จะเดินทางมายังโลกด้วยความเร็วสูงมาก
- สนามแม่เหล็กโลก: เมื่ออนุภาคจากพายุสุริยะเดินทางมาถึงโลก สนามแม่เหล็กโลกจะทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน โดยจะเบี่ยงเบนอนุภาคเหล่านี้ไม่ให้เข้ามาทำอันตรายต่อโลก
- การชนกันของอนุภาค: อนุภาคบางส่วนจะถูกดึงดูดเข้าสู่บริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็นจุดที่สนามแม่เหล็กโลกมีความอ่อนที่สุด เมื่ออนุภาคเหล่านี้พุ่งชนกับอะตอมและโมเลกุลของแก๊สในชั้นบรรยากาศโลก (เช่น ออกซิเจนและไนโตรเจน) จะเกิดการปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสว่าง
- การเรืองแสงเป็นสีต่างๆ: สีของออโรร่าจะขึ้นอยู่กับชนิดของแก๊สที่ถูกชนและระดับความสูงที่เกิดการชน
- สีเขียว: เกิดจากการชนกับอะตอมของ ออกซิเจน ที่ระดับความสูงประมาณ 100-300 กิโลเมตร
- สีแดง: เกิดจากการชนกับอะตอมของ ออกซิเจน ที่ระดับความสูงมากกว่า 300 กิโลเมตร
- สีน้ำเงินหรือม่วง: เกิดจากการชนกับอะตอมของ ไนโตรเจน ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 100 กิโลเมตร เลขเด็ดงวดนี้
ช่วงเวลาและสถานที่ดู แสงเหนือ ที่ดีที่สุดในโลก
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดูออโรร่าคือ ระหว่างปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวที่ท้องฟ้ามืดสนิทและยาวนานกว่าฤดูอื่น โดยเฉพาะช่วง เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะมีโอกาสเห็นได้มากที่สุด เนื่องจากกลางคืนจะยาวนานที่สุดและท้องฟ้ามักจะเปิดโล่ง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเห็นออโรร่าให้ชัดเจนขึ้นคือ
- ช่วงเวลา: มักจะปรากฏให้เห็นได้บ่อยที่สุดระหว่างเวลา 22:00 น. ถึง 02:00 น.
- สภาพอากาศ: ท้องฟ้าต้อง ปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆมาบดบัง
- แสงรบกวน: ควรอยู่ห่างจากแสงไฟในเมืองให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง
สถานที่ที่ดีที่สุดในโลก
- นอร์เวย์: เป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมสำหรับการชมออโรร่า เมืองที่แนะนำคือ ทรอมโซ , หมู่เกาะโลโฟเทน และ อัลตา
- ไอซ์แลนด์: สามารถมองเห็นออโรร่าได้เกือบทุกจุดทั่วประเทศในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะใน กรุงเรคยาวิก และบริเวณวงกลมทองคำ
- ฟินแลนด์: เมืองในแถบ แลปแลนด์ เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะที่เมือง โรวาเนียมิ และ ซาอริเซลก้า
- สวีเดน: อุทยานแห่งชาติ อบิสโก ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในจุดชมออโรร่าที่ดีที่สุด
- แคนาดา: เมือง เยลโลว์ไนฟ์ ในเขต Northwest Territories และเมือง ไวต์ฮอร์ส ในเขตยูคอน เป็นจุดชมออโรร่าที่มีชื่อเสียง
- สหรัฐอเมริกา: สามารถชมได้ที่รัฐ อะแลสกา โดยเฉพาะที่เมือง แฟร์แบงค์ซึ่งอยู่ใต้วงแหวนออโรราโดยตรง
ความเชื่อและตำนานเกี่ยวกับ แสงเหนือ ในวัฒนธรรมต่างๆ
ความเชื่อของชาวนอร์ส (ไวกิ้ง)
ชาวไวกิ้งเชื่อว่าออโรร่าคือแสงสะท้อนจากเกราะของ วัลคีรี เหล่านักรบหญิงผู้สง่างามที่ขี่ม้าลงมาจากสวรรค์เพื่อรวบรวมวิญญาณของนักรบผู้กล้าหาญที่สิ้นชีพในสงครามและนำพวกเขากลับสู่ วัลฮัลลา ซึ่งเป็นโถงใหญ่แห่งเทพเจ้าโอดีน
ความเชื่อของชาวฟินแลนด์
ชาวฟินแลนด์เรียกออโรร่าว่า Revontulet ซึ่งแปลว่าไฟสุนัขจิ้งจอกโดยเชื่อว่าแสงสว่างที่เห็นบนท้องฟ้านั้นเกิดจากการที่หางของสุนัขจิ้งจอกที่วิ่งไปบนเทือกเขาหิมะได้กระทบกับก้อนหิมะแล้วเกิดประกายไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า
ความเชื่อของชาวเอสกิโม (Inuit)
ชาวเอสกิโมในบางพื้นที่มีความเชื่อว่าออโรร่าคือวิญญาณของผู้ตายที่กำลังเล่นเกมฟุตบอลอยู่บนท้องฟ้า หรือบางความเชื่อก็กล่าวว่า ออโรร่าคือคบไฟที่นำทางดวงวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย
ความเชื่อของชาวพื้นเมืองอเมริกา (ชนเผ่าอินเดียนแดง)
- ชนเผ่าฟ็อกซ์ (Fox): เชื่อว่าออโรร่าเป็นวิญญาณของศัตรูที่ตายแล้วกำลังพยายามจะกลับมาล้างแค้น
- ชนเผ่าเมนิมินี (Menominee): เชื่อว่าออโรร่าเป็นที่อยู่ของยักษ์ผู้ใจดีและเป็นมิตร ซึ่งคอยตกปลาวาฬด้วยคันเบ็ด
เทคนิคการถ่ายภาพแสงเหนือ
อุปกรณ์ที่จำเป็น
- กล้องที่สามารถปรับตั้งค่าแบบ Manual ได้: กล้อง DSLR หรือ Mirrorless ที่สามารถปรับค่ารูรับแสง , ความเร็วชัตเตอร์ , และ ISO ได้เอง
- เลนส์มุมกว้าง (Wide-angle Lens): เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้าง (ค่า f ต่ำ เช่น f/2.8 หรือ f/1.8) จะช่วยให้เก็บภาพท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ได้และรับแสงได้ดีในที่มืด
- ขาตั้งกล้องที่มั่นคง (Tripod): เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะการถ่ายภาพออโรร่าต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์นาน หากกล้องสั่น ภาพจะเบลอ
- แบตเตอรี่สำรอง: อากาศที่หนาวจัดจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ ควรเตรียมแบตเตอรี่สำรองไปหลายก้อน
- สายลั่นชัตเตอร์หรือรีโมท (Remote Shutter Release): เพื่อป้องกันการสั่นสะเทือนของกล้องในขณะกดชัตเตอร์
เทคนิคการตั้งค่ากล้องเบื้องต้น
- โหมดการถ่ายภาพ (Shooting Mode): ตั้งเป็นโหมด Manual (M) เพื่อควบคุมการตั้งค่าทั้งหมดด้วยตัวเอง
- โฟกัส (Focus): ตั้งเป็น Manual Focus (MF) และปรับโฟกัสไปที่อินฟินิตี้ หรือโฟกัสไปที่ดาวที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าเพื่อให้ภาพคมชัด
- รูรับแสง (Aperture): ตั้งค่ารูรับแสงให้ กว้างที่สุด เท่าที่เลนส์จะทำได้ (ค่า f น้อยที่สุด เช่น f/1.8 หรือ f/2.8)
- ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed): เริ่มต้นที่ประมาณ 5-15 วินาที หากออโรร่าเคลื่อนไหวเร็ว ให้ลดความเร็วชัตเตอร์ลงเพื่อไม่ให้ภาพเบลอ แต่หากแสงอ่อน ให้เพิ่มความเร็วชัตเตอร์ขึ้นเพื่อเก็บแสงได้มากขึ้น
- ค่า ISO: เริ่มต้นที่ประมาณ 800-3200 และปรับตามความสว่างของออโรร่า หากออโรร่าสว่างมากก็สามารถลด ISO ลงได้ แต่ถ้าแสงอ่อนก็ต้องเพิ่ม ISO ขึ้น
เคล็ดลับเพิ่มเติม
- ถ่ายภาพในรูปแบบ ไฟล์ RAW เพื่อให้สามารถนำมาปรับแต่งสีและแสงได้ง่ายขึ้นในภายหลัง
- ใช้ White Balance แบบ Manual เช่น 3750-4000 Kelvin เพื่อให้สีของออโรร่าดูเป็นธรรมชาติ
- หากต้องการถ่ายภาพคนพร้อมกับออโรร่า ให้ใช้ไฟฉายส่องสว่างตัวแบบในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างที่กำลังเปิดหน้ากล้อง
สรุป
เป็นปรากฏการณ์แสงสีสวยงามบนท้องฟ้า เกิดในเขตใกล้ขั้วโลกเหนือ เกิดจากอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ชนกับก๊าซในชั้นบรรยากาศโลก สีและรูปแบบของแสงขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซและความสูงที่เกิดการปะทะ
